ตามตำราแพทย์แผนจีน รสชาติของอาหารทุกชนิดมีความสำคัญต่ออวัยวะภายในของร่างกายมนุษย์แทบทั้งสิ้น นอกจากประโยชนที่เราได้รับแล้ว หากทานมากไป อาจได้รับโทษของรสชาติเหล่านั้นมาด้วย
มาดูว่าประโยชน์และโทษของอาหารที่เราทานอยู่เป็นประจำนั้น มีอะไรบ้าง
อาหารรสหวาน
ข้อดี - น้ำตาลจัดอยู่ในอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานกับร่างกายโดยทันที ส่งผลให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้ประเปร่า ช่วยส่งเสริมการทำงานของกระเพาะอาหารและม้าม รสหวานมีสรรพคุณทานยา รักษาอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ แก้อาการอ่อนเพลีย บำรุงกำลัง และแก้กระหายด้วย
ข้อเสีย - เมื่อทานอาหารที่มีรสหวานมาก ๆ ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน เพราะการได้รับน้ำตาลมากเกินไป ร่างกายจะไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้ นอกจากนี้ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไป ส่งผลให้อ้วน ทำให้เกิดอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคไต ฟันผุ เป็นต้น
อาหารรสเผ็ด
ข้อดี - อาหารรสเผ็ดช่วยให้การทำงานของปอดและลำไส้เป็นไปตามปกติ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยขับเหงื่อ ขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ และยังช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
ข้อเสีย - อาหารรสเผ็ดจัดก็สามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหารเช่นเดียวกัน นอกจากนี้อาหารรสเผ็ดจำพวกเครื่องแกงมักมีส่วนผสมของเกลือ กะปิ ผงชูรส ซึ่งมีโซเดียมอยู่มาก จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต และดรคความดันโลหิตสูง
อาหารรสเค็ม
ข้อดี - โซเดียมเป็นส่วนประกอบสำคัญของเกลือ ทำหน้าที่สำคัญในการควบคุมความสมดุลของของเหลวในร่างกาย รักษาความดันโลหิตให้อยู่ระดับปกติ ช่วยควบคุมระดับความเป็นกรด - ด่างของเลือด ช่วยขับร้อน แก้อาหารเลือกออกตามไรฟัน บำบัดอาการท้องเฟ้อ
ข้อเสีย - เมื่อใดที่ร่างกายมีปริมาณโซเดียมจากเกลือสูงกว่าปกติ ร่างกายจะพยายามขับออกทางปัสสาวะ ส่งผลให้เรารู้สึกคอแห้ง กระหายน้ำ ร้อนใน แสบคอ เกิดอาหารบวมน้ำได้ หรือถ้าหากเป็นมากถึงขั้นภาวะขาดน้ำได้ นอกจากนี้ รสเค็มจะทำให้เลือดในร่างกายไหลเวียนช้าทำให้ความดันโลหิตสูง และทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น
อาหารรสเปรี้ยว
ข้อดี - เป็นข้อดีที่ไม่ค่อยมีใครรู้ ความเปรี้ยวช่วยในการกระตุ้นตับและถุงน้ำดีให้ปล่อยน้ำย่อย ช่วยในการดูดซึมอาหารของร่างกาย ฟอกเลือด เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยขับเสมหะ และแก้เลือดออกตามไรฟันได้
ข้อเสีย - การกินอาหารรสเปรี้ยวมากเกินไป ทักทำให้ท้องเสีย ร้อนใน และระบบน้ำเหลืองในร่างกายมีปัญหา จึงทำให้แผลหายช้า และเป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดฟันผุด้วย
ทุกอย่างบนโลกนี้ มากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี การทานอาหารก็เช่นกัน ทานแต่พอดี ร่างกายก็จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่
ที่มา : http://campus.sanook.com
วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
เคล็ดลับ 'ดื่มน้ำ' ได้สุขภาพ
การดื่มน้ำให้ได้สุขภาพมีวิธีง่ายนำมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้
สำหรับน้ำที่ดื่ม ไม่ควรเย็นจี๋ เพราะทำให้เส้นเลือดที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารหดตัวลง หากเป็นเช่นนั้นเซลล์จะปรับตัวและขยายตัวเพื่อดูดซึม ต้องใช้เวลานานพอสมควรในการปรับอุณหภูมิก่อนดูดซึม จึงมักเกิดอาการจุกหน้าอกขณะกระหายน้ำ
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัย ชี้ว่า การดื่มน้ำเย็นจัดมากเกินไปจะทำให้ขีดความสามารถในการทำงานของสมองลดลงทันที ส่งผลกระทบต่อการขับรถ หรือทำงานที่ต้องใช้สมอง ซึ่งน้ำเย็นจัดเพียงแค่แก้วเดียว ยังทำให้สภาพจิตใจของบางคนลดลงร้อยละ15
ส่วนการดื่มน้ำร้อนจัดก็ไม่ควร เพราะความร้อนของน้ำอาจทำลายเยื่อบุช่องปากและทางเดินอาหาร จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรค
การดื่มน้ำที่ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ควรเป็นน้ำที่มีอุณหภูมิใกล้เคียงหรือต่ำกว่าอุณหภูมิร่างการเล็กน้อย เช่น น้ำอุณหภูมิห้อง หรือน้ำที่มีอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ร่างกายจะดูดซึมไปใช้ในระบบหมุนเวียนเลือดได้ทันที
โดยเฉพาะในหน้าหนาว ช่วงเวลาที่ควรดื่มน้ำ นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แนะนำไว้ 3 ช่วงด้วยกัน ประกอบด้วย แก้วแรกของวัน ดื่มระหว่าง 05.00-07.00 น. จะช่วยการขับถ่าย ช่วงต่อไป คือ 15.00-17.00น. จะช่วยล้างกระเพาะปัสสาวะ และแก้วสุดท้ายของวัน ดื่มก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง ช่วยการนอนหลับที่ดี
ในแต่ละวัน ปริมาณน้ำดื่มที่ร่างกายต้องการของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไปตามน้ำหนักตัว ซึ่งมีวิธีคำนวณง่ายๆ ในสูตร น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หาญด้วย 2 แล้วคูณด้วย 2.2 และคูณด้วย 30 จะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นปริมาณน้ำหน่วย c.c. ที่ควรดื่มในแต่ละวันนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำ ไม่ควรดื่มคราวละมากๆ เพราะจะทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย โดยควรดื่มแบบค่อยๆ จิบ เซลล์ในร่างกายจะดึงน้ำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
และ http://www.thaihealth.or.th
สำหรับน้ำที่ดื่ม ไม่ควรเย็นจี๋ เพราะทำให้เส้นเลือดที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารหดตัวลง หากเป็นเช่นนั้นเซลล์จะปรับตัวและขยายตัวเพื่อดูดซึม ต้องใช้เวลานานพอสมควรในการปรับอุณหภูมิก่อนดูดซึม จึงมักเกิดอาการจุกหน้าอกขณะกระหายน้ำ
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัย ชี้ว่า การดื่มน้ำเย็นจัดมากเกินไปจะทำให้ขีดความสามารถในการทำงานของสมองลดลงทันที ส่งผลกระทบต่อการขับรถ หรือทำงานที่ต้องใช้สมอง ซึ่งน้ำเย็นจัดเพียงแค่แก้วเดียว ยังทำให้สภาพจิตใจของบางคนลดลงร้อยละ15
ส่วนการดื่มน้ำร้อนจัดก็ไม่ควร เพราะความร้อนของน้ำอาจทำลายเยื่อบุช่องปากและทางเดินอาหาร จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรค
การดื่มน้ำที่ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ควรเป็นน้ำที่มีอุณหภูมิใกล้เคียงหรือต่ำกว่าอุณหภูมิร่างการเล็กน้อย เช่น น้ำอุณหภูมิห้อง หรือน้ำที่มีอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ร่างกายจะดูดซึมไปใช้ในระบบหมุนเวียนเลือดได้ทันที
โดยเฉพาะในหน้าหนาว ช่วงเวลาที่ควรดื่มน้ำ นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แนะนำไว้ 3 ช่วงด้วยกัน ประกอบด้วย แก้วแรกของวัน ดื่มระหว่าง 05.00-07.00 น. จะช่วยการขับถ่าย ช่วงต่อไป คือ 15.00-17.00น. จะช่วยล้างกระเพาะปัสสาวะ และแก้วสุดท้ายของวัน ดื่มก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง ช่วยการนอนหลับที่ดี
ในแต่ละวัน ปริมาณน้ำดื่มที่ร่างกายต้องการของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไปตามน้ำหนักตัว ซึ่งมีวิธีคำนวณง่ายๆ ในสูตร น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หาญด้วย 2 แล้วคูณด้วย 2.2 และคูณด้วย 30 จะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นปริมาณน้ำหน่วย c.c. ที่ควรดื่มในแต่ละวันนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำ ไม่ควรดื่มคราวละมากๆ เพราะจะทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย โดยควรดื่มแบบค่อยๆ จิบ เซลล์ในร่างกายจะดึงน้ำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
และ http://www.thaihealth.or.th
อ้วน! ระวัง ไขมันคั่งในตับ
โรคของคนอ้วน ส่วนมากเราจะรู้จักกันแต่โรคเบาหวาน หัวใจ หลอดเลือด และความดันโลหิตสูง ขณะที่หลายคนคงยังไม่ทราบว่า คนที่มีลักษณะ อ้วนลงพุง ยังก่อให้เกิด “ภาวะไขมันคั่งในตับ” ได้โดยที่โรคนี้จะไม่แสดงอาการเตือนใด ๆ จนกระทั่งตับอักเสบและดำเนินโรคไปสู่ระยะตับแข็ง ตับวาย มะเร็งตับและเสียชีวิตในที่สุด
พญ.พนิดา ทองอุทัยศรี อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ให้ความรู้ว่า ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก อวัยวะหนึ่งของร่างกายมีหน้าที่เป็นแหล่งสะสมพลังงาน กำจัดสารพิษ ช่วยสร้างน้ำดีและโปรตีนที่สำคัญ ๆ ของร่างกาย ช่วยย่อยไขมัน โดยธรรมชาติตับของเราจะมีสีน้ำตาลแดง หากตับมีภาวะความเสี่ยงที่มีไขมันสะสมจะเริ่มกลายเป็นสีขาว เนื่องจากมีไขมันคั่งอยู่ในตับ!
ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นไขมัน คั่งในตับมักอยู่ในกลุ่มแรกมีเกณฑ์การวินิจฉัย คือ ต้องมีความผิด ปกติอย่างน้อย 3 ใน 5 ข้อดังต่อไปนี้ ได้แก่
1.อ้วนลงพุง
2.ระดับไขมันไตรกลี เซอไรด์ในเลือดมากกว่า 150 มก./ดล.
3.ระดับไขมันเอ ช-ดี-แอล (HDL) คอเลสเตอรอล ในผู้ชายน้อยกว่า 40 มก./ดล. และผู้หญิงน้อยกว่า 50 มก./ดล.
4.ความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มม.ปรอท หรือทานยาลดความดันโลหิตอยู่และ
5.ระดับน้ำตาล ขณะอดอาหารมากกว่า 110 มก./ดล
โดยปกติร่างกายเผาผลาญไขมันต่าง ๆ จากเนื้อเยื่อนอกตับสามารถผ่านเข้าไปในตับได้แต่ตับก็มีขบวนการป้องกัน
ไม่ให้ไขมันสะสมแต่ต้องอาศัยฮอร์โมนอินซูลิน เมื่อไขมันเข้าไปเนื้อตับ บางส่วนตับจะส่งไขมันตัวนี้เข้าไปสลายให้เป็นพลังงานให้เราสามารถทำกิจวัตร ประจำวันได้ และไขมันส่วนที่เกินตับจะขับออกสู่กระแสเลือดได้ แต่ถ้าเมื่อใดมีภาวะดื้ออินซูลินขึ้นมาทำให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ มีการสลายไขมันออกมามากขึ้น เมื่อไขมันในเลือดมีมากก็เข้าสู่ตับมากขึ้น ในระยะแรกคนไข้อาจจะไม่มีอาการใด ๆ แต่บางรายอาจมีอาการปวดแน่นชายโครงด้านขวาหรืออาจตรวจอัลตราซาวด์เจอว่าตับ ขาวผิดปกติ และตรวจเลือดก็อาจจะปกติ ทางการแพทย์เรียกว่า ไขมันสะสมอยู่เฉย ๆ แต่เวลาผ่านไปถ้าไขมันสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ตับจะมีการอักเสบขึ้นมา เพราะว่าไขมันตัวนี้จะปล่อยสารบางอย่างทำให้เกิดการอักเสบของตับ เมื่อเวลานานเข้าจะดำเนินโรคไปสู่ โรคตับแข็งโดยที่เราไม่ต้องดื่มเหล้า หรือไม่ได้เป็นไวรัสตับ
ขอบคุณข้อมูล healthcorners
ที่มา : http://variety.teenee.com/science/42222.html
พญ.พนิดา ทองอุทัยศรี อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ให้ความรู้ว่า ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก อวัยวะหนึ่งของร่างกายมีหน้าที่เป็นแหล่งสะสมพลังงาน กำจัดสารพิษ ช่วยสร้างน้ำดีและโปรตีนที่สำคัญ ๆ ของร่างกาย ช่วยย่อยไขมัน โดยธรรมชาติตับของเราจะมีสีน้ำตาลแดง หากตับมีภาวะความเสี่ยงที่มีไขมันสะสมจะเริ่มกลายเป็นสีขาว เนื่องจากมีไขมันคั่งอยู่ในตับ!
ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นไขมัน คั่งในตับมักอยู่ในกลุ่มแรกมีเกณฑ์การวินิจฉัย คือ ต้องมีความผิด ปกติอย่างน้อย 3 ใน 5 ข้อดังต่อไปนี้ ได้แก่
1.อ้วนลงพุง
2.ระดับไขมันไตรกลี เซอไรด์ในเลือดมากกว่า 150 มก./ดล.
3.ระดับไขมันเอ ช-ดี-แอล (HDL) คอเลสเตอรอล ในผู้ชายน้อยกว่า 40 มก./ดล. และผู้หญิงน้อยกว่า 50 มก./ดล.
4.ความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มม.ปรอท หรือทานยาลดความดันโลหิตอยู่และ
5.ระดับน้ำตาล ขณะอดอาหารมากกว่า 110 มก./ดล
โดยปกติร่างกายเผาผลาญไขมันต่าง ๆ จากเนื้อเยื่อนอกตับสามารถผ่านเข้าไปในตับได้แต่ตับก็มีขบวนการป้องกัน
ไม่ให้ไขมันสะสมแต่ต้องอาศัยฮอร์โมนอินซูลิน เมื่อไขมันเข้าไปเนื้อตับ บางส่วนตับจะส่งไขมันตัวนี้เข้าไปสลายให้เป็นพลังงานให้เราสามารถทำกิจวัตร ประจำวันได้ และไขมันส่วนที่เกินตับจะขับออกสู่กระแสเลือดได้ แต่ถ้าเมื่อใดมีภาวะดื้ออินซูลินขึ้นมาทำให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ มีการสลายไขมันออกมามากขึ้น เมื่อไขมันในเลือดมีมากก็เข้าสู่ตับมากขึ้น ในระยะแรกคนไข้อาจจะไม่มีอาการใด ๆ แต่บางรายอาจมีอาการปวดแน่นชายโครงด้านขวาหรืออาจตรวจอัลตราซาวด์เจอว่าตับ ขาวผิดปกติ และตรวจเลือดก็อาจจะปกติ ทางการแพทย์เรียกว่า ไขมันสะสมอยู่เฉย ๆ แต่เวลาผ่านไปถ้าไขมันสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ตับจะมีการอักเสบขึ้นมา เพราะว่าไขมันตัวนี้จะปล่อยสารบางอย่างทำให้เกิดการอักเสบของตับ เมื่อเวลานานเข้าจะดำเนินโรคไปสู่ โรคตับแข็งโดยที่เราไม่ต้องดื่มเหล้า หรือไม่ได้เป็นไวรัสตับ
ขอบคุณข้อมูล healthcorners
ที่มา : http://variety.teenee.com/science/42222.html
เหงื่อ ความลับสุขภาพดี ที่คุณยังไม่รู้
โดยทั่วไปแล้ว เราเคยสังเกตกันไหมว่า ความร้อน และ เหงื่อ มักจะมาคู่กันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นยามอากาศร้อนอบอ้าว หรือร้อนธรรมดาๆ หรือขณะที่เรากำลังใช้แรงงานกล้ามเนื้ออย่างหนัก หรือแม้แต่อาการตื่นเต้นหวาดกลัวจนเส้นประสาทถูกกระตุ้นมาก ๆ มักจะเห็นเหงื่อผุดพราวขึ้นตามรูขุมขน
ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว คือทางออกที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาช่วยเพื่อบรรเทาความร้อน และสร้างความเย็นขึ้นมาทดแทนของร่างกายเรานั่นเอง เพื่อเป็นการปรับสมดุลให้ร่างกายของเราเข้าสู่สภาวะปกติ และที่เรารู้สึกถึงความเย็นได้ ก็เพราะในเหงื่อนั้นประกอบด้วยน้ำเป็นหลัก และแร่ธาตุรองลงมาก็คือคอลไรด์และโพแทสเซียม หรือเกลือ เราจึงรู้ว่า เหงื่อ มีรสเค็ม
ไปทำความรู้จักกับหยาดน้ำเค็ม ๆ ที่พรั่งพรูออกมาจากร่างกายเราว่าคืออะไรและมาจากไหนกันเถอะ
เหงื่อ และกลิ่นของเหงื่อ
เหงื่อออก เป็นหนึ่งในกลไกตอบโต้ทางธรรมชาติของร่างกายสิ่งมีชีวิตหลายชนิด และกับมนุษย์อย่างเราๆ ที่หลายๆ คนคงอยากให้เกิดน้อยที่สุด เนื่องจากผลที่ตามมาคือ นอกจากจะทำให้เหนียวเหนอะหนะไม่สบายตัวแล้ว กลิ่น ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์สักเท่าไร แถมเหงื่อของบางคนยังมีกลิ่นแรงเป็นพิเศษเสียด้วย ชนิดที่ทำให้คนรอบตัวที่ไม่คุ้นเคยต้องรีบอุดจมูกแล้วเดินหนี เป็นที่น่ารังเกียจเสียด้วยซ้ำ
ความจริงแล้วเหงื่อของคนเรานั้นไม่มีกลิ่นเลย แต่ที่เราได้กลิ่นนั้น คือเหงื่อนั้น เมื่อผสมกันเข้ากับแบคทีเรียบนผิวหนังเส้นขน รวมทั้งกรดไขมันจากอาหารที่กินเข้าไปนั่นแหละ ทำให้เกิดกลิ่นขึ้นมาได้
ทั้งนี้ ต่อมเหงื่อ นั้นมีสองประเภท หากเป็นเหงื่อที่ออกทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก ฝ่ามือ และฝ่าเท้านั้นจะมาจากต่อมที่เรียกว่า Eccrine ซึ่งเริ่มผลิตเหงื่อตั้งแต่เรายังเป็นเด็กแรกเกิดกันเลยทีเดียว จึงมักไม่ค่อยมีกลิ่นรุนแรงเท่าเหงื่อที่มาจากต่อม Apocrine ที่อยู่ตรงบริเวณรักแร้และซอกขาใกล้ทวารหนักและอวัยวะเพศ ซึ่งจะเริ่มทำงานเมื่อย่างเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ และหากส่องดูกันอย่างใกล้ชิด จะเห็นได้ว่า มีทั้งกรดไขมันและโปรตีนผสมอยู่ ซึ่งทำให้เหงื่อที่ออกมาเป็นสีเหลืองขุ่นเล็กน้อย และมักเห็นเป็นคราบบนเสื้อผ้าได้ง่าย นี่เองจึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมบรรดาผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อและกลิ่นกายต่าง ๆ จึงได้พุ่งเป้าหมายการกำจัดกลิ่นไปที่บริเวณรักแร้กันเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ต่อมเหงื่อ ยังมีแทรกอยู่ตามบริเวณรูขุมขน ทั้งบนหนังศรีษะ และตามร่างกายทั่วไปอีกด้วย (พูดได้ว่า ที่ไหนมีขนมาก ที่นั่นมักมีต่อมเหงื่ออยู่มาก) เนื่องจากเหงื่อเป็นของเหลวและมีโพแทสเซียม หากเกิดการเสียดสีอย่างรุนแรงบ่อยๆ จะเกิดการทำลายของชั้นผิวหนัง ขนจึงเป็นทางออกสุดท้ายในการลดแรงเสียดสีดังกล่าว แต่แฟชั่นส่วนใหญ่ของคุณผู้หญิง หากมีการปล่อยขนบริเวณรักแร้ให้เห็น คงดูไม่ดีแน่ๆ
เหงื่อที่ผิดปกติ
บางคนมีเหงื่อออกมากเกินไปจนเป็นที่น่ารำคาญทั้งผู้เป็นและผู้ใกล้เคียง และทำให้เจ้าตัวเกิดความอับอายอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะเหงื่อตามฝ่ามือและซอกรักแร้ที่เปียกโชกเป็นวงทั้งวัน สาเหตุนั้นทางการแพทย์เองก็ยังไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนว่ามาจากสาเหตุใด แต่อาจมีที่มาดังต่อไปนี้ และสามารถรักษาได้ด้วยการกินยาหรือการผ่าตัด
- ความไม่สมดุลของฮอร์โมน เช่น อาการเมโนพอส (Menopause) ในช่วงวัยทอง
- ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติซึ่งทำให้ร่างกายผลิตความร้อนได้สูง
- ยาที่ใช้บางประเภท
- อาหารที่มีกาเฟอีนสูง
- ระบบประสาททำงานหนักจนเกินไป
รู้ไหมว่า...
- คนเรามีต่อมเหงื่อกระจายอยู่ทั่วร่างกายถึงประมาณคนละ 2.6 ล้านต่อม
- เหงื่อที่ออกตรงฝ่ามือและรักแร้นั้นไม่เหมือนกัน และให้กลิ่นแตกต่างกันด้วย
- หากสังเกตให้ดี แท้จริงแล้วเรามีเหงื่อออกอยู่ตลอดเวลา แม้ในอากาศเย็น
- หากอากาศร้อนมาก ๆ คนเราอาจเสียเหงื่อได้มากถึงชั่วโมงละ 1 ลิตร ร่างกายจึงต้องการน้ำและเกลือแร่ชดเชย
- เหงื่อมีรสเค็มเนื่องจากมีแร่ธาตุสำคัญคือ โซเดียมและโพแทสเซียม
- หากเหงื่อออกมากแล้วไม่รีบดื่มน้ำเข้าไปทดแทน อาจทำให้เป็นลม เกิดปัญหาในระบบไหลเวียนหรือไตวายได้
- เครื่องจับเท็จสามารถวัดได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของไฟฟ้าสถิตในผิวหนัง และเหงื่อที่ออกเวลาเรากลัวหรือตื่นเต้น
ที่มา ... www.beautyfullallday.com และ variety.teenee.com/foodforbrain/42587.html
วันตรุษไทย
วันตรุษไทย ถือเป็นวันปีใหม่ในสมัยโบราณ ตรงกับวันแรม 13 - 15 ค่ำเดือน 4 และวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 รวม 3 วัน โดยถือเอาวันแรก คือวันแรม 14 ค่ำเป็นวันจ่าย เพื่อตระเตรียมสิ่งของไว้ทำบุญ วันกลาง คือวันแรม 15 ค่ำ เป็นวันทำบุญตักบาตร และมีการละเล่นสนุกสนานตาม ประเพณีท้องถิ่น ซึ่งจะเล่นกับจนถึงวันที่ 3 คือวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 4
ประเพณีทำบุญวันตรุษ
คำว่า "ตรุษ" แปลว่า ตัด หรือ ขาด ซึ่งหมายความ ว่า ตัดปีเก่าที่ล่วงมาแล้วให้ขาดไป ประเพณีตรุษนี้แต่เดิมเป็นของพวกอินเดียฝ่ายใต้ เมื่อพวกทมิฬได้มาครองเมืองลังกา ได้นำพิธี ตรุษซึ่งเป็นลัทธิศาสนาของตนเข้ามาปฎิบั ติ จึงกลายเป็นงานนักขัตฤกษ์ใหญ่ นิมนต์พระสงฆ์ มาเจริญพระพุทธมนต์ในวันแรม 14 ค่ำ วัน แรม 15 ค่ำเดือน 4 และขึ้น 1 ค่ำ เพื่อให้ เป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองของตน ขนมที่จัดทำขึ้นในวันตรุษที่จะขาดไม่ได้คือ ข้าวเหนียวแดง และกะละแม มีการทำบุญตักบาตรเลี้ยงพระตามประเพณี บางวัดก็จัดให้มีสวดภาณยักษ์ ประเพณีตรุษนี้คนในหมู่บ้าน ตามท้องถิ่นต่างๆ ได้ประกอบพิธีทำบุญตักบาตรที่วัด และมีการละเล่นต่าง ๆ ตามความนิยมแต่ละยุคสมัยในท้องถิ่น
ชาวไทย ได้นำแบบแผนประเพณีวันตรุษมาจากลังกา เพราะพระพุทธศาสนาจากลังกาได้เข้าเผยแพร่ในประเทศไทย สมเด็จกรมพระยาดำรงราชนุภาพ ได้ทรงวินิจฉัย ด้วยเหตุผล 3 ประการว่า
อาจได้ หนังสือที่เป็นตำรามา ซึ่งเป็นภาษาสิงหฬ และจารึก ลงในใบลานด้วยอักษรสิงหฬ แล้วมาแปลออก เป็นภาษาไทยเรา
อาจมีพระเถระ ชาวลังกา ซึ่งเป็นที่มีความชำนาญในการพิธี ตรุษ ได้เข้ามาในเมืองไทย แล้วมาบอกเล่า และสอนให้ทำพิธีตรุษกันขึ้น
อาจมีพระสงฆ์ของไทยเรา ได้ไปเห็นชาว ลังกาทำพิธีตรุษ และได้มีโอกาสได้ศึกษาทำ พิธีตรุษนั้น จนมีความสามารถทำได้ แล้วก็ ได้นำเอาตำรานั้นเข้ามาสู่ประเทศไทย
ในเหตุผล 3 ประการดังกล่าว สมเด็จกรมพระยา ดำรงราชานุภาพ ทรงวินิจฉัยว่า "พระสงฆ์ไทย เราไปได้ความรู้ และได้นำเอาตำราตรุษมา จากลังกา น่าถูกต้องกว่าประการอื่น เพราะมีเรื่อง ในพงศาวดารปรากฎไว้เป็นหลักฐาน"
ประวัติประเพณีทำบุญวันตรุษ
พิธีตรุษนี้ เข้ามาในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้ว เมื่อครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ปรากฎว่ามี พิธีทำวันบุญตรุษ ซึ่งนางนพมาศที่เป็น สนมเอกของพระร่วงเจ้ากล่าวไว้ในหนังสือนพมาศว่า "ครั้งเดือน 4 ถึงกาลพระราช พิธีพัจฉรฉินท์โลกสมมุติเรียกว่า "ตรุษ" ฝ่าย พุทธศาสนาพนักงานก็ได้ตักบาตรทราย จับด้ายมงคล สูตรใส่บลุ้งไว้ในโรงราชพิธีทั้ง 4 ทิศ พระเนตร และในพระราชนิเวศน์ จึงอัญเชิญพระพุทธป ฎิมากรมาประดิษฐาน อาราธนาพระเถระผลัดเปลี่ยนกัน มาจำเริญพระปริตรในโรงราชพิธีทุกตำบลสิ้น ทิวาราตรี 3 วาระ และด้ายมงคลสูตรในราตรี เหล่า ทหารยิงปืนใหญ่รอบพระนคร ฝ่ายพราหมณ์จารย์ก็ ประมุขกันผูกพรตกระทำพระราชพิธีในเทวสถานหลวง ตั้งเครื่องพิธีกรรมสังเวยบวงสรวงพระเทวรูปทั้งมวล มีพระปรเมศวรเป็นต้น แล้วก็เปลี่ยนเวร กันอ่านอาคมในทิวาราตรีทั้ง 3 ครั้นเวลาพลบค่ำ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จยังหน้าพระลานโรงราชพิธีสว่างไปด้วยแสงโคมประทีปชวาลา ทรงสถิตย์ในมหาฬดัดพิดาน ผ้าขาวเป็นที่นั่ง แล้วก็สมาทานสิน 5 ทรงสดับพระมหาเถระเจ้า ด้วยของรัตนสูตรและอาฎานาฎิยสูตร โดยสัจจเคารพ...ครั้งรุ่งขึ้นเป็นวันสิ้นปี ก็ทรงปรนนิบัติ พระมหาเถระเจ้าด้วยของคาวหวาน อันประณีต ถวายไตรจีวรบริเวณสมณะสิ้นทุกพระองค์ แล้วก็ตั้งกระบวนแห่เป็นปัญจะพยุหะ ประพรมน้ำ พระพุทธมนต์ และโรยทรายรอบพระราชนิเวศน์นั้น กระบวนหนึ่งรอบพระนครท้องสถลมารนั้นสี่กระบวน ดูเป็นสง่างามยิ่งนัก เหล่านักเลงก็เล่น มหรรสพเอิกเกริกสมโภชบ้านเมืองเป็นการนักขัตฤกษ์ บรรดา นิกรมวลราษฎรชายหญิง ก็แต่งตั้งนุ่งห่มประดับ กายโอ่โถง พากันมาเที่ยวดูแห่ ดูงาน นมัสการพระในวันสิ้นปี และวันขึ้นปีใหม่ และหมู่พระสนมกำนัลในทั้งหลาย ก็ประดับกาย ด้วยเครื่องสรรพาภรณ์ ตามเสด็จพระร่วงเจ้า ออก ทางท้องฉนวนวัดหน้าพระธาตุ ถวายข้าวบิณฑ์ บู ชาพระรัตนตรัย แล้วประโคมดุริยดนตรีขับร้อง ฟ้อน รำสมโภชพระพุทธปฎิมากรโดยนิยม......."
ข้อความนางนพมาศที่ปรากฎนี้ พิธีตรุษได้เข้ามาในประเทศไทยนานนับเป็นร้อยๆ ปี สมัยกรุงสุโขทัยทุกคนที่เข้าร่วมพิธีต้องสวม มงคลพิสมร มือถือกระบองเพชร การนิมนต์พระสงฆ์สวดพระ อาฎานาฎิยสูตรอยู่ตลอดรุ่งก็เพื่อระงับ โรคภัยไข้เจ็บและอันตรายต่างๆ ไม่ให้เกิด แก่ประชาราชอาณาจักร เหมือนกับสมัยหนึ่งในเมือง เวสาลีครั้งพุทธกาล ได้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มีพวกมิจฉาชีพเบียดเบียนชาวเมืองทั่วไป พระ พุทธเจ้าได้เสร็จไปถึงทรงประทานบาตรน้ำพระ พุทธมนต์ให้พระอานนท์นำไปประพรมตามกำแพงเมือง พร้อมกับประทานเนื้อสวดพระอาฎานาฎิยสูตร ไปสวดแล้วโรคภัยต่างๆ ก็หายสิ้น
การที่พระสงฆ์สวดบทอาฎานาฎิยสูตรหรือสวดบทภาณยักษ์ภาพนั้น ยังมีผู้เข้าใจกันว่า สวดเพื่อให้ผีตกใจกลัว และผู้ที่มีปืนก็ยิงปืนสนั่นหวั่นไหว เป็นการไล่ผี ผู้เฒ่าผู้แก่จัดเตรียมตำปูนขมิ้นผสมกันวางไว้ข้างที่นอนไว้ให้ พวกผีญาติ ผีเรือน ตกใจกลัววิ่งกันชุลมุน ล้มลุกคลุกคลาน หัวแตก สีข้างเดาะ จะได้หยิบเอา ปูนขมิ้นทาแล้วยังเอากระบอกไม้ใส่อาหารคาว หวาน แขวนไว้ตามกิ่งไม้ โยงมาหัวบันไดที่ เรียกกันว่า "ข้าผอมกระบอกน้ำ" เอาไว้ ให้พวกผีที่กลัวเสียงสวดพระปริตรและเสียงปืน วิ่งหนีเห็นเหนื่อยจะได้หยิบกิน แล้วยังห้ามไม่ให้ผู้ใดถ่ายมูตคูถลงร่องเรือน เกรงจะไปเปรอะเปื้อนพวกผีที่วิ่งหนีชุลมุลใต้ถุน และยังเชื่อถือว่าถ้าผู้ใด ไม่สวดมงคล ผีอาจวิ่งมาชนล้ม หรือมา หลอกหลอน ทำให้เกิดเจ็บไข้ได้ป่วย เกิดการ เพ้อคลั่งมีกริยาต่าง ๆ ถือกันมาจนทุก วันนี้
ประเพณีตรุษนี้ คนในหมู่บ้าน และ ตามท้องถิ่นต่างๆ ได้ประกอบพิธีทำบุญตักบาตรที่วัดและมีการละเล่นต่างๆ ตามความนิยม แต่ละยุคละสมัย ในท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานีสมัย ก่อนประมาณ 40-50 ปีที่ผ่านมาแล้ว พอถึงเทศกาลตรุษ หลังจากทำบุญเช้าและตอนเพลที่วัดแล้ว พอตกเวลาบ่าย เขาจะเอา ไม้ไผ่ทั้งลำเอาผ้าแดงผูกปลาย แล้วเอาไปปักไว้ที่ลานนอกบ้านหรือกลางทุ่งนา เรียกว่าปักธงแดง เพื่อเป็นเครื่องหมายนัดพบ ของหนุ่มสาวให้มาพบกันในเวลา 5 โมง เย็น เวียนกันไปตามตำบลต่างๆ เพื่อให้มาร่วมแล่น ไม้หึ่งไม้อี่ เล่นช่วงรำ เล่นสะบ้า และเล่นระบำกันอย่างสนุกสนาน เมื่อสมัยสงครามโลก ครั้งที่สอง สมัยที่จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็น นายกรัฐมนตรี ก็มีการเล่นรำวงกันเป็น ที่ครึกครื้นของหนุ่มสาวกันมาทำให้เกิดความ สามัคคีกันเป็นอย่างดีเมื่อมีกิจการใด ๆ ก็จะร่วมมือช่วยเหลือกันด้วยน้ำใจที่ เรียกว่า "ลงแขก" การละเล่นในยามตรุษ ยัง มีเนื้อเพลงที่ชาวบ้านแต่งร้องรำกันสนุน สนานรื่นเริงตอนหนึ่งว่า
".....ตอนเช้า ทำ บุญตักบาตร ทำบุญร่วมญาติ ตักบาตรร่วมญาติ กันเอย ตอนบ่ายเราเริงกีฬา เล่นมอญซ่อนผ้า เล่นสะบ้าเอย....." และยังมีเพลงพื้นเมืองที่ ควรจะบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์เพราะสมัยนั้นเป็น เวลาที่เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ก็มีเพลง ที่เกี่ยวกับเสียงปืนที่หนุ่มสาวนำมาคิด ประดิษฐ์รองกันขึ้นว่า
"ครืน ครืน ครืน ได้ ยินเสียงปืนกระทุกใจหวัง คิดไปหัวใจ เรายัง คิดถึงความหลังก็ยังเศร้าใจเขต แคว้นในแดนไทยเรา ถูกเขามายื้อแย่ง ไป คิดขึ้นมาน้ำตาหลั่งไหล คิดขึ้นมา น้ำตาหลั่งไหล ขึ้นชื่อว่าไทยไม่วายเขา ลือ"
ขอขอบคุณข้อมูลจาก เครือข่ายกาญจนาภิเษก
www.pathumthani.go.th
บ้านฝัน
ประเพณีทำบุญวันตรุษ
คำว่า "ตรุษ" แปลว่า ตัด หรือ ขาด ซึ่งหมายความ ว่า ตัดปีเก่าที่ล่วงมาแล้วให้ขาดไป ประเพณีตรุษนี้แต่เดิมเป็นของพวกอินเดียฝ่ายใต้ เมื่อพวกทมิฬได้มาครองเมืองลังกา ได้นำพิธี ตรุษซึ่งเป็นลัทธิศาสนาของตนเข้ามาปฎิบั ติ จึงกลายเป็นงานนักขัตฤกษ์ใหญ่ นิมนต์พระสงฆ์ มาเจริญพระพุทธมนต์ในวันแรม 14 ค่ำ วัน แรม 15 ค่ำเดือน 4 และขึ้น 1 ค่ำ เพื่อให้ เป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองของตน ขนมที่จัดทำขึ้นในวันตรุษที่จะขาดไม่ได้คือ ข้าวเหนียวแดง และกะละแม มีการทำบุญตักบาตรเลี้ยงพระตามประเพณี บางวัดก็จัดให้มีสวดภาณยักษ์ ประเพณีตรุษนี้คนในหมู่บ้าน ตามท้องถิ่นต่างๆ ได้ประกอบพิธีทำบุญตักบาตรที่วัด และมีการละเล่นต่าง ๆ ตามความนิยมแต่ละยุคสมัยในท้องถิ่น
ชาวไทย ได้นำแบบแผนประเพณีวันตรุษมาจากลังกา เพราะพระพุทธศาสนาจากลังกาได้เข้าเผยแพร่ในประเทศไทย สมเด็จกรมพระยาดำรงราชนุภาพ ได้ทรงวินิจฉัย ด้วยเหตุผล 3 ประการว่า
อาจได้ หนังสือที่เป็นตำรามา ซึ่งเป็นภาษาสิงหฬ และจารึก ลงในใบลานด้วยอักษรสิงหฬ แล้วมาแปลออก เป็นภาษาไทยเรา
อาจมีพระเถระ ชาวลังกา ซึ่งเป็นที่มีความชำนาญในการพิธี ตรุษ ได้เข้ามาในเมืองไทย แล้วมาบอกเล่า และสอนให้ทำพิธีตรุษกันขึ้น
อาจมีพระสงฆ์ของไทยเรา ได้ไปเห็นชาว ลังกาทำพิธีตรุษ และได้มีโอกาสได้ศึกษาทำ พิธีตรุษนั้น จนมีความสามารถทำได้ แล้วก็ ได้นำเอาตำรานั้นเข้ามาสู่ประเทศไทย
ในเหตุผล 3 ประการดังกล่าว สมเด็จกรมพระยา ดำรงราชานุภาพ ทรงวินิจฉัยว่า "พระสงฆ์ไทย เราไปได้ความรู้ และได้นำเอาตำราตรุษมา จากลังกา น่าถูกต้องกว่าประการอื่น เพราะมีเรื่อง ในพงศาวดารปรากฎไว้เป็นหลักฐาน"
ประวัติประเพณีทำบุญวันตรุษ
พิธีตรุษนี้ เข้ามาในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้ว เมื่อครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ปรากฎว่ามี พิธีทำวันบุญตรุษ ซึ่งนางนพมาศที่เป็น สนมเอกของพระร่วงเจ้ากล่าวไว้ในหนังสือนพมาศว่า "ครั้งเดือน 4 ถึงกาลพระราช พิธีพัจฉรฉินท์โลกสมมุติเรียกว่า "ตรุษ" ฝ่าย พุทธศาสนาพนักงานก็ได้ตักบาตรทราย จับด้ายมงคล สูตรใส่บลุ้งไว้ในโรงราชพิธีทั้ง 4 ทิศ พระเนตร และในพระราชนิเวศน์ จึงอัญเชิญพระพุทธป ฎิมากรมาประดิษฐาน อาราธนาพระเถระผลัดเปลี่ยนกัน มาจำเริญพระปริตรในโรงราชพิธีทุกตำบลสิ้น ทิวาราตรี 3 วาระ และด้ายมงคลสูตรในราตรี เหล่า ทหารยิงปืนใหญ่รอบพระนคร ฝ่ายพราหมณ์จารย์ก็ ประมุขกันผูกพรตกระทำพระราชพิธีในเทวสถานหลวง ตั้งเครื่องพิธีกรรมสังเวยบวงสรวงพระเทวรูปทั้งมวล มีพระปรเมศวรเป็นต้น แล้วก็เปลี่ยนเวร กันอ่านอาคมในทิวาราตรีทั้ง 3 ครั้นเวลาพลบค่ำ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จยังหน้าพระลานโรงราชพิธีสว่างไปด้วยแสงโคมประทีปชวาลา ทรงสถิตย์ในมหาฬดัดพิดาน ผ้าขาวเป็นที่นั่ง แล้วก็สมาทานสิน 5 ทรงสดับพระมหาเถระเจ้า ด้วยของรัตนสูตรและอาฎานาฎิยสูตร โดยสัจจเคารพ...ครั้งรุ่งขึ้นเป็นวันสิ้นปี ก็ทรงปรนนิบัติ พระมหาเถระเจ้าด้วยของคาวหวาน อันประณีต ถวายไตรจีวรบริเวณสมณะสิ้นทุกพระองค์ แล้วก็ตั้งกระบวนแห่เป็นปัญจะพยุหะ ประพรมน้ำ พระพุทธมนต์ และโรยทรายรอบพระราชนิเวศน์นั้น กระบวนหนึ่งรอบพระนครท้องสถลมารนั้นสี่กระบวน ดูเป็นสง่างามยิ่งนัก เหล่านักเลงก็เล่น มหรรสพเอิกเกริกสมโภชบ้านเมืองเป็นการนักขัตฤกษ์ บรรดา นิกรมวลราษฎรชายหญิง ก็แต่งตั้งนุ่งห่มประดับ กายโอ่โถง พากันมาเที่ยวดูแห่ ดูงาน นมัสการพระในวันสิ้นปี และวันขึ้นปีใหม่ และหมู่พระสนมกำนัลในทั้งหลาย ก็ประดับกาย ด้วยเครื่องสรรพาภรณ์ ตามเสด็จพระร่วงเจ้า ออก ทางท้องฉนวนวัดหน้าพระธาตุ ถวายข้าวบิณฑ์ บู ชาพระรัตนตรัย แล้วประโคมดุริยดนตรีขับร้อง ฟ้อน รำสมโภชพระพุทธปฎิมากรโดยนิยม......."
ข้อความนางนพมาศที่ปรากฎนี้ พิธีตรุษได้เข้ามาในประเทศไทยนานนับเป็นร้อยๆ ปี สมัยกรุงสุโขทัยทุกคนที่เข้าร่วมพิธีต้องสวม มงคลพิสมร มือถือกระบองเพชร การนิมนต์พระสงฆ์สวดพระ อาฎานาฎิยสูตรอยู่ตลอดรุ่งก็เพื่อระงับ โรคภัยไข้เจ็บและอันตรายต่างๆ ไม่ให้เกิด แก่ประชาราชอาณาจักร เหมือนกับสมัยหนึ่งในเมือง เวสาลีครั้งพุทธกาล ได้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มีพวกมิจฉาชีพเบียดเบียนชาวเมืองทั่วไป พระ พุทธเจ้าได้เสร็จไปถึงทรงประทานบาตรน้ำพระ พุทธมนต์ให้พระอานนท์นำไปประพรมตามกำแพงเมือง พร้อมกับประทานเนื้อสวดพระอาฎานาฎิยสูตร ไปสวดแล้วโรคภัยต่างๆ ก็หายสิ้น
การที่พระสงฆ์สวดบทอาฎานาฎิยสูตรหรือสวดบทภาณยักษ์ภาพนั้น ยังมีผู้เข้าใจกันว่า สวดเพื่อให้ผีตกใจกลัว และผู้ที่มีปืนก็ยิงปืนสนั่นหวั่นไหว เป็นการไล่ผี ผู้เฒ่าผู้แก่จัดเตรียมตำปูนขมิ้นผสมกันวางไว้ข้างที่นอนไว้ให้ พวกผีญาติ ผีเรือน ตกใจกลัววิ่งกันชุลมุน ล้มลุกคลุกคลาน หัวแตก สีข้างเดาะ จะได้หยิบเอา ปูนขมิ้นทาแล้วยังเอากระบอกไม้ใส่อาหารคาว หวาน แขวนไว้ตามกิ่งไม้ โยงมาหัวบันไดที่ เรียกกันว่า "ข้าผอมกระบอกน้ำ" เอาไว้ ให้พวกผีที่กลัวเสียงสวดพระปริตรและเสียงปืน วิ่งหนีเห็นเหนื่อยจะได้หยิบกิน แล้วยังห้ามไม่ให้ผู้ใดถ่ายมูตคูถลงร่องเรือน เกรงจะไปเปรอะเปื้อนพวกผีที่วิ่งหนีชุลมุลใต้ถุน และยังเชื่อถือว่าถ้าผู้ใด ไม่สวดมงคล ผีอาจวิ่งมาชนล้ม หรือมา หลอกหลอน ทำให้เกิดเจ็บไข้ได้ป่วย เกิดการ เพ้อคลั่งมีกริยาต่าง ๆ ถือกันมาจนทุก วันนี้
ประเพณีตรุษนี้ คนในหมู่บ้าน และ ตามท้องถิ่นต่างๆ ได้ประกอบพิธีทำบุญตักบาตรที่วัดและมีการละเล่นต่างๆ ตามความนิยม แต่ละยุคละสมัย ในท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานีสมัย ก่อนประมาณ 40-50 ปีที่ผ่านมาแล้ว พอถึงเทศกาลตรุษ หลังจากทำบุญเช้าและตอนเพลที่วัดแล้ว พอตกเวลาบ่าย เขาจะเอา ไม้ไผ่ทั้งลำเอาผ้าแดงผูกปลาย แล้วเอาไปปักไว้ที่ลานนอกบ้านหรือกลางทุ่งนา เรียกว่าปักธงแดง เพื่อเป็นเครื่องหมายนัดพบ ของหนุ่มสาวให้มาพบกันในเวลา 5 โมง เย็น เวียนกันไปตามตำบลต่างๆ เพื่อให้มาร่วมแล่น ไม้หึ่งไม้อี่ เล่นช่วงรำ เล่นสะบ้า และเล่นระบำกันอย่างสนุกสนาน เมื่อสมัยสงครามโลก ครั้งที่สอง สมัยที่จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็น นายกรัฐมนตรี ก็มีการเล่นรำวงกันเป็น ที่ครึกครื้นของหนุ่มสาวกันมาทำให้เกิดความ สามัคคีกันเป็นอย่างดีเมื่อมีกิจการใด ๆ ก็จะร่วมมือช่วยเหลือกันด้วยน้ำใจที่ เรียกว่า "ลงแขก" การละเล่นในยามตรุษ ยัง มีเนื้อเพลงที่ชาวบ้านแต่งร้องรำกันสนุน สนานรื่นเริงตอนหนึ่งว่า
".....ตอนเช้า ทำ บุญตักบาตร ทำบุญร่วมญาติ ตักบาตรร่วมญาติ กันเอย ตอนบ่ายเราเริงกีฬา เล่นมอญซ่อนผ้า เล่นสะบ้าเอย....." และยังมีเพลงพื้นเมืองที่ ควรจะบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์เพราะสมัยนั้นเป็น เวลาที่เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ก็มีเพลง ที่เกี่ยวกับเสียงปืนที่หนุ่มสาวนำมาคิด ประดิษฐ์รองกันขึ้นว่า
"ครืน ครืน ครืน ได้ ยินเสียงปืนกระทุกใจหวัง คิดไปหัวใจ เรายัง คิดถึงความหลังก็ยังเศร้าใจเขต แคว้นในแดนไทยเรา ถูกเขามายื้อแย่ง ไป คิดขึ้นมาน้ำตาหลั่งไหล คิดขึ้นมา น้ำตาหลั่งไหล ขึ้นชื่อว่าไทยไม่วายเขา ลือ"
ขอขอบคุณข้อมูลจาก เครือข่ายกาญจนาภิเษก
www.pathumthani.go.th
บ้านฝัน
วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555
วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
ประโยชน์ ของช็อกโกแลต

ใกล้จะวันวาเลนไทน์แล้ว หาช็อคโกแลตอร่อยๆให้หวานใจกันรึยังคะ วันนี้สะกิดมีประโยชน์ดีๆของช็อคโกแลตมาฝากกันค่ะ
- ช่วยปรับอารมณ์ และจิตใจ ให้เข้าสู่สภาวะปกติ
- ช่วยลดอาการปวดท้อง หงุดหงิด หน้าบวม ตัวบวม ก่อนมีประจำเดือน
- ช่วยแก้อาการเมาค้าง หรือ hangover ได้ด้วย จะได้เลิกเมาค้าง ข้ามวันข้ามคืน
- ป้องกันการเกิดมะเร็ง เพราะได้พิสูจน์พบแล้วว่า สารที่พบในช็อกโกแลต
- เป็นสารชนิดเดียวกันกับ สารที่พบใน ผัก ผลไม้ และไวน์แดง
- ช่วยลดอาการอักเสบ เวลาเจ็บป่วยต่างๆ
- มีผลต่อสมอง เพราะช่วยให้ตื่นตัว และยังช่วยให้ กระฉับกระเฉงอีกด้วย
- ในมิลค์ ช็อกโกแลต อัตราส่วน 1.4 ออนซ์ จะประกอบด้วย โปรตีน 3 กรัม แคลเซียม 5% และธาตุเหล็กถึง 15%
- โดยเฉพาะช็อกโกแลต ที่ใส่ถั่ว หรืออัลมอนด์ จะมีสารอาหารพวกนี้มากขึ้นตามไปด้วย
ที่มา http://sakid.com/2012/02/08/30792/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)